วิธีดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน​

         วิธีการดูแลรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อยากถนอมและยืดอายุการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของคุณให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น มาดูเคล็ดลับดี ๆ กันค่ะ                      เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกบ้าน ฉะนั้นเราจึงต้องคอยดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ ซึ่งถ้าหากใครยังไม่รู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดต้องการการดูแลรักษาอย่างไรให้ถูกวิธี วันนี้กระปุกดอทคอมมีเคล็ดลับการดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาฝาก โดยมีทั้งไฟฟ้า พัดลม เตารีด เครื่องเป่าผม เครื่องดูดฝุ่น ตู้เย็น ตู้แช่ หม้อหุงข้าว เครื่องสูบน้ำ เครื่องซักผ้า มอเตอร์ไฟฟ้า เตาอบ เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องปรับอากาศเลยล่ะ เอาเป็นว่าถ้าหากใครอยากถนอมและยืดอายุการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น ก็ตามมาดูเคล็ดลับเหล่านี้กันได้เลย   ไฟฟ้าส่องสว่าง           - ควรปิดไฟทุกครั้งเมื่อไม่มีคนอยู่ในห้อง           - เลือกใช้หลอดไฟที่มีกำลังวัตต์เหมาะสมกับการใช้งาน           - สำหรับบริเวณที่ต้องการความสว่างมาก ภายในอาคารควรเลือกใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ ส่วนภายนอกอาคารควรเลือกใช้หลอดไอโซเดียม และหลอดไอปรอท           - ควรใช้ฝาครอบดวงโคมแบบใสหากไม่มีปัญหาเรื่องแสงจ้า และหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ           - พิจารณาใช้โคมไฟตั้งโต๊ะสำหรับงานที่ต้องการแสงสว่างจุดเดียว ทีวี วิทยุ ปิดเครื่องทุกครั้งเมื่อไม่ได้ดู           - ควรถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้เป็นเวลานาน           - ควรเลือกใช้โคมไฟแบบสะท้อนแสงแทนแบบเดิมที่ใช้พลาสติกปิด           - ควรใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ แทนหลอดไส้ ซึ่งมีคำแนะนำในการใช้ดังนี้           - หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบผอม ขนาด 18 วัตต์ และ 36 วัตต์ มีความสว่างเท่ากับ หลอด 20 วัตต์ และ 40 วัตต์แต่ประหยัดไฟกว่า และสามารถใช้แทนกันได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนบัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์           - หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์มี 2 ชนิด คือ ชนิดมีบัลลาสต์ภายใน สามารถใช้แทนหลอดกลมแบบเกลียวได้ ส่วนหลอดที่มีบัลลาสต์ภายนอก จะมีขาเสียบเพื่อต่อกับตัวบัลลาสต์ที่อยู่ภายนอก   พัดลม           - เปิดความเร็วลมพอควร           - เปิดเฉพาะเวลาใช้งาน           - ควรเปิดหน้าต่างใช้ลมธรรมชาติแทนถ้าทำได้    เตารีด          เตารีดเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อน ซึ่งในการรีดแต่ละครั้งจะกินไฟมาก ดังนั้นจึงควรรู้จัดวิธีใช้อย่างประหยัดและปลอดภัย ดังนี้           - ก่อนอื่นควรตรวจสอบดูว่าเตารีดอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานหรือไม่ เช่น สาย ตัวเครื่อง เป็นต้น           - ตั้งปุ่มปรับความร้อนให้เหมาะสมกับชนิดของผ้า           - อย่าพรมน้ำจนเปียกแฉะ           - ดึงเต้าเสียบออกก่อนจะรีดเสร็จประมาณ 2-3 นาที แล้วรีดต่อไปจนเสร็จ           - ควรพรมน้ำพอสมควร           - ถอดปลั๊กออกเมื่อไม่ได้ใช้           - ควรรีดผ้าคราวละมากๆ ติดต่อกันจนเสร็จ           - ควรเริ่มรีดผ้าบาง ๆ ก่อน ขณะเตารีดยังไม่ร้อน           - ควรดึงปลั๊กออกก่อนรีดเสร็จเพราะยังร้อนอีกนาน           - ควรซักและตากผ้าโดยไม่ต้องบิด จะทำให้รีดง่ายขึ้น   เครื่องเป่าผม           - เช็ดผมก่อนใช้เครื่อง เพื่อประหยัดเวลาและพลังงาน           - ควรขยี้และสางผมไปด้วยขณะเป่า   เครื่องดูดฝุ่น           - ควรเอาฝุ่นในถุงทิ้งทุกครั้งที่ใช้แล้วจะได้มีแรงดูดดี ไม่เปลืองไฟ   ตู้เย็น ตู้แช่           - ตั้งอุณหภูมิให้พอเหมาะ           - ไม่นำของร้อนใส่ตู้เย็น           - ปิดประตูตู้เย็นทันที หลังนำของเข้าและออก           - ปิดประตูตู้เย็นให้สนิท           - หากยางขอบประตูรั่วให้รีบแก้ไข           - เลือกตู้เย็นหรือตู้แช่ชนิดมีประสิทธิภาพสูง           - ควรใช้ตู้เย็นขนาดเหมาะกับครอบครัว           - ควรตั้งตู้เย็นให้ห่างจากแหล่งความร้อน ให้หลังตู้ห่างจากฝาเกิน 15 เซ็นติเมตร เพื่อระบายความร้อนได้สะดวก ไม่เปลืองไฟฟ้า           - ควรหมั่นทำความสะอาดแผงระบายความร้อน           - ควรเก็บเฉพาะอาหารเท่าที่จำเป็น การเลือกซื้อตู้เย็นและตู้แช่ มีคำแนะนำให้ท่านพิจารณาก่อนซื้อ ดังนี้           - เลือกขนาดให้พอเหมาะกับความต้องการของครอบครัว           - ตู้เย็นแบบประตูเดียวกินไฟน้อยกว่าแบบ 2 ประตู           - ควรวางตู้เย็นให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก            - อย่าเปิดตู้เย็นทิ้งไว้นาน ๆ และอย่านำของร้อนมาแช่            - หมั่นละลายน้ำแข็งเมื่อเห็นว่าน้ำแข็งเกาะหนามาก   หม้อหุงข้าวไฟฟ้า                     หากรู้จักใช้อย่างถูกต้อง จะสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มาก โดยมีข้อแนะนำดังนี้                       - ควรหุงข้าวให้พอดีกับจำนวนผู้รับประทาน                       - ควรถอดเต้าเสียบออกเมื่อข้าวสุกแล้ว                       - อย่าทำให้ก้นหม้อตัวในเกิดรอยบุบ จะทำให้ข้าวสุกช้า                       - หมั่นตรวจบริเวณแท่นความร้อนในหม้อ อย่าให้เม็ดข้าวเกาะติด จะทำให้ข่าวสุกช้าและเปลืองไฟ                       - ใช้ขนาดหม้อหุงข้าวที่เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว                       - ควรดึงปลั๊กออกเมื่อข้าวสุกพอแล้ว ปัจจุบันหม้อหุงข้าวไฟฟ้ามีใช้กันมาก หม้อต้มน้ำ หม้อต้มกาแฟ                       - ใส่น้ำให้มีปริมาณพอควร                       - ควรปิดฝาให้สนิทขณะต้ม                       - ควรปิดสวิตช์ทันทีเมื่อน้ำเดือด   เครื่องซักผ้า           - ควรใส่ผ้าแต่พอเหมาะ ไม่น้อยเกินไป และไม่มากจนเกินกำลังเครื่อง           - ควรใช้น้ำเย็นซักผ้า ส่วนน้ำร้อนให้ใช้เฉพาะกรณีรอยเปื้อนไขมันมาก     วิธีใช้เครื่องซักผ้าให้ประหยัดไฟฟ้าควรปฏิบัติดังนี้           - ควรใส่ผ้าที่จะซักตามคำแนะนำของแต่ละเครื่อง           - หากมีผ้าต้องซัก 1-2 ชิ้น ควรซักด้วยมือ           - หากมีแสงแดดไม่ควรใช้เครื่องอบแห้ง ควรจะนำเสื้อผ้าที่ซักเสร็จมาตากแดด     เตาอบ เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ                       เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ ใช้ความร้อนมาทำให้อาหารสุก หากให้ความร้อนสูญเสียไปโดยการใช้ไม่ถูกวิธี ทำให้อาหารสุกช้าลง กินกระแสไฟเพิ่มขึ้นจึงมีข้อแนะนำการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้อย่างประหยัดคือ                       - ควรเตรียมเครื่องปรุงในการประกอบอาหารให้พร้อมก่อนใช้เตา                       - ควรใช้ภาชนะก้นแบนและเป็นโลหะจะทำให้รับความร้อน จากเตาได้ดี                       - ในการหุ่งต้มอาหารควรใส่น้ำให้พอดีกับจำนวนอาหาร                       - ในระหว่างอบอาหารอย่าเปิดตู้อบบ่อย ๆ                       - ถอดเต้าเสียบทันทีเมื่อปรุงอาหารเสร็จเรียบร้อย                       - ควรหรี่ไฟและปิดฝาหม้อในกรณีที่ต้องเคี่ยว                             - ควรเตรียมเครื่องปรุงให้พร้อมก่อนใช้เตา                       - ควรใช้เตาชนิดมองไม่เห็นขดลวดซึ่งไม่เสียความร้อน สูญเปล่ามาก และปลอดภัยกว่า                       - ควรใช้พาหนะก้นแบนขนาดพื้นที่ก้นเหมาะกับพื้นที่หน้าเตาและใช้พาหนะที่มีเนื้อโลหะรับความร้อนได้ดี หากเป็นไปได้ให้ใช้กับเตาไฟฟ้าซึ่งมีขายทั่วไปอยู่แล้ว            - ควรปิดฝาภาชนะให้สนิทขณะตั้งเตา     เครื่องทำน้ำอุ่น            วิธีการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นให้ประหยัดและปลอดภัย            - ปรับปุ่มความร้อนให้เหมาะสมกับร่างกาย            - ปิดวาล์วทันทีเมื่อไม่ใช้งาน            - หากมีรอยรั่วควรรีบทำการแก้ไขทันที            - ต่อสายลงดินในจุดที่จัดไว้ให้ของเครื่องทำน้ำอุ่น            - ปิดสวิชต์ไฟฟ้าของเครื่องทำน้ำอุ่นเมื่อไม่ใช้            - ปฏิบัติตามคำแนะนำที่แนบมากับเครื่อง            - ใช้เครื่องขนาดพอสมควร            - ปรับปรุงความร้อนไม่ให้ร้อนเกินความจำเป็น            - ปิดก๊อกทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน            - ในฤดูร้อนไม่จำเป็นต้องใช้น้ำร้อน หรือน้ำอุ่น            - ควรใช้น้ำอุ่นที่ได้ความร้อนจากแสงอาทิตย์   เครื่องปรับอากาศ           - ปิดเครื่องทุกครั้งเมื่อไม่อยู่           - ปิดประตูหน้าต่างและผ้าม่านกันความร้อนจากภายนอก           - ตั้งอุณหภูมิไม่ควรต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส           - ควรใช้เครื่องขนาดเหมาะสมกับขนาดห้อง           - ควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง           - ควรติดตั้งเครื่องระดับสูงพอเหมาะ และให้อากาศร้อนระบายออกด้านหลังเครื่องได้สะดวก           - ควรบุผนังห้อง และหลังคาด้วยฉนวนกันความร้อน           - ควรบำรุงรักษาเครื่องให้มีสภาพดีตลอดเวลา           - ควรหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ และแผงระบายความร้อน           - ในฤดูหนาวขณะที่อากาศไม่ร้อนมากเกินไป ไม่ควรเปิดเครื่องปรับอากาศ           - ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิดไม่ให้ความเย็นรั่วไหล           - พิจารณาติดตั้งบังแสงหรือกันแดด เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่อง          การใช้เครื่องปรับอากาศให้มีความเย็นที่สบายต่อร่างกาย จะประหยัดค่าไฟฟ้าอย่างได้ผล ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้           - ควรเลือกใช้ขนาดที่เหมาะสมกับขนาดของห้อง           - ควรใช้ผ้าม่านกั้นประตูหน้าต่าง เพื่อป้องกันความร้อนจากภายนอก           - ตั้งปุ่มปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อร่างกาย (ประมาณ 26 องศาเซลเซียส)           - หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ           - ปฏิบัติตามคำแนะนำที่แนบมากับเครื่องปรับอากาศ  ขอขอบคุณข้อมูลจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  

12 วิธีป้องกันไฟฟ้าดูดในช่วงฤดูฝน ก่อนเกิดอันตรายกับคนในบ้าน​

     วิธีลดความเสี่ยงอันตรายจากไฟฟ้าดูดพร้อมการป้องกัน จากเหตุไฟฟ้าดูดในช่วงฤดูฝน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว   หากพูดถึงปัญหาที่มาพร้อมกับ หน้าฝน หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงเรื่องน้ำท่วมเป็นอันดับแรกใชไหมคะ แต่นอกเหนือจากนี้ที่อยากให้ระวังอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปัญหาเรื่องอันตรายจากไฟฟ้าดูด ซึ่งในวันนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ก็มีคำแนะนำดี ๆ ไว้เตรียมรับมือด้วย 12 วิธีลดความเสี่ยงและป้องกันอันตราย จากเหตุไฟฟ้าดูดในช่วงฤดูฝน มาฝากกันค่ะ ​  วิธีลดเสี่ยงอันตรายจากไฟฟ้าดูด           1. ตรวจสอบ  ที่อยู่ภายนอกอาคารให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เช่น กริ่ง โคมไฟ เป็นต้น ควรเลือกใช้อุปกรณ์ชนิดกันน้ำ รวมถึงติดตั้งสายดิน และเครื่องตัดกระแสไฟฟ้ารั่ว เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้ถูกไฟฟ้าดูด                     2. ห้ามใช้หรือสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะที่ร่างกายเปียกชื้น หรือยืนบนที่ชื้นแฉะ เพราะหากมีกระแสไฟฟ้ารั่ว จะได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูด                     3. เพิ่มความระมัดระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำ และอยู่บริเวณพื้นที่ชื้นแฉะเป็นพิเศษ เช่น ปั๊มน้ำ เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น เพราะหากมีกระแสไฟฟ้ารั่ว จะทำให้ได้รับอันตราย เพื่อความปลอดภัย ควรสวมรองเท้าทุกครั้งที่ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในบริเวณที่ชื้นแฉะ จะช่วยป้องกันไฟฟ้าดูด                     4. ไม่ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยตัวเอง เนื่องจากความไม่ชำนาญ และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจก่อให้เกิดอันตรายได้                     5. กรณีน้ำท่วมบ้าน ให้ตัดกระแสไฟฟ้า ปิดสวิตช์ไฟ ขนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูง พ้นจากระดับที่น้ำท่วมถึง เพื่อป้องกันไฟฟ้าดูด และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย                     6. ไม่นำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมมาใช้งาน เพราะเสี่ยงต่อการได้รับอันตราย     การป้องกันอุบัติภัยจากไฟฟ้า           1. เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ภายนอกอาคาร ควรเลือกใช้แบบกันน้ำและมีฝาครอบปิด เพื่อป้องกันฝนสาดและน้ำรั่วซึม           2. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าดูด อาทิ เครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ เบรกเกอร์ควบคุมไฟ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโครงหรือวัสดุหุ้มเป็นโลหะ เช่น ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น ไมโครเวฟ ตู้น้ำดื่ม เป็นต้น ควรติดตั้งสายดิน หากกระแสไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าจะไหลลงสู่พื้นดิน จึงช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด           3. โค่นต้นไม้และตัดแต่งกิ่งไม้ที่พาดแนวสายไฟฟ้า เพื่อป้องกันพายุลมแรงพัดต้นไม้ล้มทับ หรือเกี่ยวสายไฟขาด ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่อยู่บริเวณดังกล่าว             4. การช่วยเหลือและปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกไฟฟ้าดูด รีบตัดกระแสไฟฟ้า โดยปิดสวิตช์ ปลดปลั๊กไฟ และสับคัตเอาท์ หากไม่สามารถตัดกระแสไฟฟ้าได้ ให้นำวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ผ้าแห้ง หนังสือพิมพ์ เป็นต้น เขี่ยสายไฟให้หลุดจากตัวผู้ถูกไฟฟ้าดูด หรือใช้เชือกคล้องและดันตัวผู้ถูกไฟฟ้าดูดให้หลุดจากบริเวณที่มีกระแสไฟฟ้ารั่ว โดยผู้เข้าช่วยเหลือต้องยืนบนพื้นแห้ง และสวมรองเท้ายาง           5. ห้ามใช้มือหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสผู้ถูกไฟฟ้าดูด ในขณะที่ยังไม่ตัดกระแสไฟฟ้า รวมถึงห้ามช่วยเหลือผู้ถูกไฟฟ้าดูดในขณะที่ร่างกายเปียกชื้น หรือยืนบนพื้นที่ชื้นแฉะ เพราะจะได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูด           6. ปฐมพยาบาลผู้ถูกไฟฟ้าดูด ด้วยการปั๊มหัวใจ โดยจัดให้ผู้ถูกไฟฟ้าดูดนอนบนพื้นราบ จากนั้นทำการผายปอดและนวดหัวใจ จนกว่าผู้ถูกไฟฟ้าดูดจะหายใจเองได้ พร้อมรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน และการเรียนรู้วิธีใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างถูกวิธี จะช่วยป้องกันอุบัติภัยจากไฟฟ้า ทำให้การดำเนินชีวิตในช่วงฤดูฝนเป็นไปด้วยความปลอดภัย   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  

 อุปกรณ์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันที่ควรรู้จัก​

              1. เมนสวิตช์ (Main Switch) หรือสวิตช์ประธาน เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้สำหรับ ตัดต่อวงจรของสายเมน เข้าอาคาร กับสายภายใน ทั้งหมด เป็นอุปกรณ์สับปลด วงจรไฟฟ้าตัวแรก ถัดจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า (มิเตอร์) ของการนำไฟฟ้า เข้ามาในบ้าน เมนสวิชต์ประกอบด้วย เครื่องปลดวงจร (Disconnecting Means) และเครื่องป้องกันกระแสเกิน (Overcurrent Protective Device) หน้าที่ของเมนสวิตช์ คือ คอยควบคุมการใช้ไฟฟ้า ให้เกิดความปลอดภัย ในกรณีที่ เกิดกระแสไฟฟ้าเกิน หรือ เกิดไฟฟ้าลัดวงจร เราสามารถสับหรือปลดออกได้ทันที เพื่อตัดไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้ามายังอาคาร             2. เบรกเกอร์ (เซอร์กิตเบรกเกอร์) หรือ สวิชต์อัตโนมัติ หมายถึง อุปกรณ์ที่สามารถใช้สับ หรือปลดวงจรไฟฟ้าได้โดยอัตโนมัติ โดยกระแสลัดวงจรนั้น ต้องไม่เกินขนาดพิกัด ในการตัดกระแสลัดวงจรของเครื่อง (IC)             3. ฟิวส์ เป็นอุปกรณ์ป้องกัน กระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่ง โดยจะตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด และเมื่อฟิวส์ทำงานแล้ว จะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) ของฟิวส์ต้องไม่ต่ำกว่าขนาดกระแสลัดวงจรที่ผ่านฟิวส์             4. เครื่องตัดไฟรั่ว หมายถึง สวิชต์อัตโนมัติที่สามารถปลดวงจรได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงดินในปริมาณที่มากกว่าค่าที่กำหนดไว้ เครื่องตัดไฟรั่วมักจะใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันเสริมกับระบบสายดิน เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด กรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้มีไฟรั่วเกิดขึ้น             5. สายดิน คือสายไฟเส้นที่มีไว้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อการใช้ไฟฟ้า ปลายด้านหนึ่งของสายดิน จะต้องมีการต่อลงดิน ส่วนปลายอีกด้านหนึ่ง จะต่อเข้ากับวัตถุหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ต้องการให้มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์เท่ากับพื้นดิน           6. เต้ารับ หรือปลั๊กตัวเมีย คือ ขั้วรับสำหรับหัวเสียบ จากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร เป็นต้น              7. เต้าเสียบ หรือปลั๊กตัวผู้ คือ ขั้วหรือหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อเสียบเข้ากับเต้ารับ ทำให้สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นได้               8. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 1 หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่มีความหนาของฉนวนไฟฟ้าเพียงพอ สำหรับการใช้งานปกติเท่านั้น โดยมักมีเปลือกนอก ของเครื่องใช้ไฟฟ้าทำด้วยโลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ ผู้ผลิตจำเป็นจะต้องมีการต่อสายดินของอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะนั้น เพื่อให้สามารถต่อลงดินมายังตู้เมนสวิชต์ โดยผ่านทางขั้วสายดินของเต้าเสียบ-เต้ารับ             9. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการหุ้มฉนวน ส่วนที่มีไฟฟ้า ด้วยฉนวนที่มีความหนาเป็น 2 เท่าของความหนาที่ใช้สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วๆ ไป เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องต่อสายดิน             10. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 3 หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กับแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับไม่เกิน 50 โวลต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ไม่ต้องมีสายดิน​

 เลือกซื้อเบรกเกอร์อย่างไร ให้ชีวิตปลอดภัย

 เลือกซื้อเบรกเกอร์ผิด อันตรายถึงชีวิต!!! เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกซื้อใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ช่วงนี้มีพายุเข้า เกิดฝนตกเกืบทุกวัน อาจเสี่ยงต่อการเกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และถูกไฟดูดภายในบ้านได้ สาเหตุหลักมาก็จาก น้ำ ที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าจึงทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นนั้นเองตัวช่วยที่ดีที่จะทำให้ปลอดภัยไม่อันตรายถึงชีวิตก็คือ "เบรกเกอร์" วันนี้ขอนำเสนอวิธีการเลือกซื้อเบรกเกอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งานกัน อันดับแรกเราควรจะรู้ความหมายของค่าต่างๆ ที่ระบุไว้บนเบรกเกอร์เสียก่อน อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่าเบรอเกอร์ตัวนี้สามารถป้องกันอะไรได้บ้าง ในกรณีช่างมาติดตั้งให้ที่บ้านหรือเราติดตั้งเอง >>> ค่า AT (Ampere Trip) คือ ค่าพิกัดกระแสลัดวงจร ซึ่งจะบอกให้รู้ว่า ทนกระแสใช้งานในภาวะปกติได้สูงสุดเท่าไร ค่านี้จะแสดงไว้ที่ Name plate หรือด้ามโยกของเบรกเกอร์ค่ะ>>> ค่า AF (Amp Frame) คือ ค่าพิกัดกระแสโครงสร้าง ซึ่งหมายถึงพิกัดการทนกระแสสูงสุดของเบรกเกอร์ในรุ่นนั้นๆ>>> ค่า IC (Interrupting Capacity) คือ ค่าพิกัดทนต่อการลัดวงจรได้สูงสุด ซึ่งจะบอกให้รู้ว่าเบรกเกอร์ที่ใช้นั้นมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด>>> ค่า Time คือ ระยะเวลาในการตัดวงจรเมื่อมีการลัดวงจร>>> ค่า I∆N คือ ขนาดพิกัดไฟรั่ว หากที่เบรกเกอร์มีระบุไว้ว่า ค่า I∆N = 30 mA คือ หากมีไฟรั่ว 30 mA เบรกเกอร์จะตัดทันทีค่ะ ซึ่งเบรกเกอร์ในปัจจุบันนั้นมีหลายชนิดและคุณสมบัติก็แตกต่างกัน ที่นิยมใช้กันตามบ้านเรือนมี 2 ชนิด คือ • เซอร์กิตเบรกเกอร์แบบธรรมดา (Safety Breakers)หลักการทำงาน...เมื่อมีการใช้แล้วเกิดการลัดวงจรหรือใช้ไฟเกิน เบรกเกอร์ชนิดนี้จะ Trip ทันที แต่จะไม่สามารถกันไฟดูดและไฟรั่วได้ • เบรกเกอร์ป้องกันไฟดูด-ไฟรั่ว (Earth Leakage Circuit Breaker(ELCB))หลักการทำงาน...หากมีไฟรั่ว ไฟดูด ไฟเกิน และเกิดการลัดวงจร เบรกเกอร์ชนิดนี้จะ Trip โดยอัติโนมัติซึ่งจะแตกต่างจาก Safety Breakers คือ จะมีปุ่มกด Test และ Trip แสดงว่าเบรกเกอร์ตัวนี้กันไฟดูดและมีค่า I∆N ระบุไว้แสดงว่าเบรกเกอร์ตัวนี้กันไฟรั่ว ส่วนขนาดของเบรกเกอร์มีตั้งแต่ 10A / 16A / 20A / 25A / 32A / 40A

การร้อยสายไฟในท่อเหล็กสไตล์ลอฟท์

ข้อดี และสิ่งที่ควรระวัง เป็นพิเศษการร้อยสายไฟในท่อเหล็กแบบเดินลอยมีอันตรายมั้ย หลายคนอาจมีคำถามในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ชอบการตกแต่งบ้านในสไตล์ลอฟท์ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน  ท่อร้อยสายอย่างที่ว่าก็คือ ท่อโลหะแบบบาง หรือท่อ EMT (Electrical Metallic Tubing) มักทำจากแผ่นเหล็กกล้าชนิดรีดร้อน รีดเย็น หรือแผ่นเหล็กกล้าเคลือบสังกะสี ผิวภายในท่อเคลือบด้วยอีนาเมล ทำให้ผิวท่อเรียบ และผิวภายนอกมีความมันวาว ปลายท่อเรียบทั้ง 2 ด้าน ไม่มีเกลียว มีขนาดตั้งแต่ ครึ่งนิ้วถึง 2 นิ้ว และความยาวแต่ละท่อนประมาณ 3 เมตร เดิมจะใช้สำหรับร้อยสายไฟฝังในผนัง เพื่อป้องกันความเสียหายแก่สายไฟและซ่อนระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั้งหมดเพื่อความสวยงาม แต่การแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์นิยมใช้ท่อนี้แบบเดินลอย ช่วยสร้างรายละเอียดที่สวยงามให้บ้าน และยังทำไม่ยาก   ข้อดีของการเดินท่อเหล็กเดินลอยก็มีหลายประการด้วยกันคือ1. เวลาขึ้นงานหรือแก้ไขงานระบบ ไม่ต้องเจาะหรือสกัดผนังให้เสียหาย เดินระบบแบบลอยได้เลย2. ไม่จำเป็นต้องทำแผ่นฝ้ามาปกปิดงานระบบเพดานเหมือนที่เราคุ้นเคยทำให้ประหยัดได้อีกทางหนึ่ง3. ดูแลรักษาง่าย เปลี่ยนหรือเพิ่มแนวสายได้ง่ายกว่าแบบฝังซ่อนในผนังมาก   สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเดินท่อร้อยสายประเภทนี้คือ1. เนื่องจากเป็นการเดินท่อลอย เราจึงควรพิจารณา แนวการเดินระบบไฟฟ้าทั้งหมดก่อนการติดตั้งจริง คำนึงถึงตำแหน่งและจำนวนของสวิตซ์เต้าเสียบที่เหมาะกับการใช้งาน มีแนวการเดินที่สวยงาม หลีกเลี่ยงการต่อสายพ่วงซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อการลัดวงจร2. ควรตรวจสอบฝีมือช่างที่มาขึ้นงานว่ามีความละเอียดเพียงพอหรือไม่ เพราะอาจเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วผ่านระบบท่อได้ ทางที่ดีควรเดินไฟฟ้าในระดับเพดานมากว่าการเดินลอยในระดับผนัง และควรเพิ่มหรือตรวจสอบระบบสายดินเพื่อความปลอดภัยอีกชั้นก็จะเป็นการดีค่ะ3. ห้ามใช้การเดินท่อ EMT แบบลอยด้านนอกอาคารที่โดนน้ำฝนเด็ดขาด และไม่ควรเดินท่อ EMT กับงานระบบที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น เพราะท่อชนิดนี้เป็นโลหะแบบบาง น้ำและความชื้นจะทำความเสียหายแก่สายไฟและท่อเหล็กได้แม้ตัวท่อจะเคลือบด้วยสังกะสีก็ตาม

...
...
บริษัทสากลอินเตอร์เทรด จำกัด

EN

TH

CALL CENTER

0 2911 2970-8

CALL CENTER

0 2911 2970-8

EN

TH