​การร้อยสายไฟในท่อเหล็กร้อยสายไฟสไตล์ลอฟท์

 ข้อดี และสิ่งที่ควรระวัง เป็นพิเศษ ​     การร้อยสายไฟในท่อเหล็กแบบเดินลอยมีอันตรายมั้ย หลายคนอาจมีคำถามในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ชอบการตกแต่งบ้านในสไตล์ลอฟท์ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน ท่อร้อยสายอย่างที่ว่าก็คือ ท่อโลหะแบบบาง หรือท่อ EMT (Electrical Metallic Tubing) มักทำจากแผ่นเหล็กกล้าชนิดรีดร้อน รีดเย็น หรือแผ่นเหล็กกล้าเคลือบสังกะสี ผิวภายในท่อเคลือบด้วยอีนาเมล ทำให้ผิวท่อเรียบ และผิวภายนอกมีความมันวาว ปลายท่อเรียบทั้ง 2 ด้าน ไม่มีเกลียว มีขนาดตั้งแต่ ครึ่งนิ้วถึง 2 นิ้ว และความยาวแต่ละท่อนประมาณ 3 เมตร เดิมจะใช้สำหรับร้อยสายไฟฝังในผนัง เพื่อป้องกันความเสียหายแก่สายไฟและซ่อนระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั้งหมดเพื่อความสวยงาม แต่การแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์นิยมใช้ท่อนี้แบบเดินลอย ช่วยสร้างรายละเอียดที่สวยงามให้บ้าน และยังทำไม่ยาก   ข้อดีของการเดินท่อเหล็กเดินลอยก็มีหลายประการด้วยกันคือ      1. เวลาขึ้นงานหรือแก้ไขงานระบบ ไม่ต้องเจาะหรือสกัดผนังให้เสียหาย เดินระบบแบบลอยได้เลย     2. ไม่จำเป็นต้องทำแผ่นฝ้ามาปกปิดงานระบบเพดานเหมือนที่เราคุ้นเคยทำให้ประหยัดได้อีกทางหนึ่ง      3. ดูแลรักษาง่าย เปลี่ยนหรือเพิ่มแนวสายได้ง่ายกว่าแบบฝังซ่อนในผนังมาก  สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเดินท่อร้อยสายประเภทนี้คือ     1. เนื่องจากเป็นการเดินท่อลอย เราจึงควรพิจารณา แนวการเดินระบบไฟฟ้าทั้งหมดก่อนการติดตั้งจริง คำนึงถึงตำแหน่งและจำนวนของสวิตซ์เต้าเสียบที่เหมาะกับการใช้งาน มีแนวการเดินที่สวยงาม หลีกเลี่ยงการต่อสายพ่วงซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อการลัดวงจร   2. ควรตรวจสอบฝีมือช่างที่มาขึ้นงานว่ามีความละเอียดเพียงพอหรือไม่ เพราะอาจเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วผ่านระบบท่อได้ ทางที่ดีควรเดินไฟฟ้าในระดับเพดานมากว่าการเดินลอยในระดับผนัง และควรเพิ่มหรือตรวจสอบระบบสายดินเพื่อความปลอดภัยอีกชั้นก็จะเป็นการดีค่ะ      3. ห้ามใช้การเดินท่อ EMT แบบลอยด้านนอกอาคารที่โดนน้ำฝนเด็ดขาด และไม่ควรเดินท่อ EMT กับงานระบบที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น เพราะท่อชนิดนี้เป็นโลหะแบบบาง น้ำและความชื้นจะทำความเสียหายแก่สายไฟและท่อเหล็กได้แม้ตัวท่อจะเคลือบด้วยสังกะสีก็ตาม  ที่มาของข้อมูล : thaidrawing.com

สาย CAT6 คืออะไร? จำเป็นไหมที่ต้องใช้สาย CAT6?

สาย Category6 มันคืออะไร? : สายCat6 หรือที่เราเรียกมันว่า สายแลน (Local Area Network) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมาก ถึงมากที่สุด ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือการเชื่อมต่อแบบ Ethernet

👉แล้วทำไมต้องเป็น Cat6 แล้วแค่ Cat5/5e ไม่เพียงพอหรอ? : การเลือกใช้สายแลนนั้นเราควรเลือกซื้อให้เข้ากับอุปกรณ์เชื่อมต่อ อาทิ Switch HUB Modem Router หรือคำนึงถึงความถี่ในการส่งข้อมูลด้วย ซึ่ง Cat5 จะสามารถส่งความถี่สูงสุดได้เพียง 100mbps เท่านั้น ส่ง Cat5e ส่งได้เร็วสูงสุดคือ 1Gbps ส่วน Cat6 สามารถส่งข้อมูลความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 10 Gpbs BANWIDTH อยู่ที่ 250MHz จะเห็นได้ว่าสาย UTP หรือ สายLAN ค่อนข้างมีนัยยะสำคัญมากกับคุณภาพของสัญญาณอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการเลือกใช้สายก็ต้องเอาข้อนี้มาพิจารณาด้วย

👉แล้วสายCat6 ของ PANDUIT มีข้อแตกต่างจาก ยี่ห้ออื่นอย่างไร? : อย่างที่ทราบกันดีว่า PANDUIT #เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโซลูชั่น อันดับ1ของโลก ผู้ผลิตได้นำเอาปัญหาต่างๆ มาต่อยอด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ #จนได้รับสิทธิบัตรด้านนวัตกรรมของโลก ทีมผู้พัฒนาได้ย่อขนาดสายสัญญาณให้มีขนาดกระทัดรัดมากขึ้น #แต่ปริมาณทองแดงยังอัดแน่นเท่าเดิม เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางระบบ อีกทั้งยังลดอัตราการ Lost ของสัญญาณได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย รวมถึง ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น #ย้ำว่าทุกชิ้นจริงๆ จะผ่านการ QC หรือจรวจสอบคุณภาพ ก่อนนำออกจำหน่าย โดยจะมีเลข QC Number ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ทุกซอง/กล่อง ซึ่งยี่ห้ออื่นๆ จะใช้ระบบสุ่มเช็ค แต่ PANDUIT นี่พี่QC ทุกชิ้น 🙏อันนี้ต้องซูฮกในความพิถีพิถันให้จริงๆ 🙏

👉มีตัวเลขQC Number แล้วยังไง ? : แน่นอนว่า คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงของ Data Center หรือ งานด้านIT อาจจะมองข้ามไป แต่เพราะ PANDUIT อยากให้ผู้ใช้ทุกคนมั่นใจ คุณภาพผลิตภัณฑ์จาก PANDUIT นั่นเอง ตัวเลข/BarCode ที่ติดอยู่อยู่บนบรรจุภัณฑ์ สามารถเอามาตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ ด้วยตัวผู้ใช้โดยผ่าน Aplication ของPANDUIT #ซึ่งรายละเอียดของAplicationนี้แอดมินจะนำมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป
นอกจากการตรวจสอบคุณภาพแล้ว ตัวเลขQC นี้ยังสามารถใช้ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์/วิธีการใช้งาน และข้อพึงระวังได้อีกด้วย

📱สนใจสินค้า/ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถค้นหาเพิ่มเติมได้ที่ www.sakolgroup.com หรือInbox Line : @sakolonline ได้เลยค่ะ📱

#รับสมัครตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์PANDUIT

 อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องใช้ในหน้าฝน​

  สายใยแก้วนำแสง เพื่อการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว

ใยแก้วนำแสง ในยุคดิจิทัลอะไรๆก็ติดต่อสื่อสารกันผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จากแต่ก่อนที่เราต้องต่อสายสัญญาณมากมาย เดี๋ยวนี้เราจะใช้อินเตอร์เน็ตแต่ละทีก็เปิดรับสัญญาณ Wifi แต่แม้เราจะเชื่อมต่อแบบไร้สาย แต่ทราบหรือไม่ว่า เบื้องหลังสัญญาณอินเตอร์เน็ตแรงๆ เชื่อมต่อได้ทันใจ ก็ยังต้องอาศัยสายสัญญาณอยู่ ในปัจจุบันเวลาเราจะติดตั้งอินเตอร์เน็ตบ้าน หรือออฟฟิศผู้ติดตั้งจะแนะนำสาย Fiber Optic หรือสายใยแก้วนำแสง แล้วสาย Fiber Optic คืออะไร แตกต่างจากสายสัญญาณอื่นๆยังไง เรามาทำความรู้จักกัน    สาย Fiber Optic หรือ สายใยแก้วนำแสง เป็นสายสัญญาณที่ทำมาจากแก้ว และส่งสัญญาณด้วยแสง ซึ่งสาย Fiber Optic นิยมนำมาเป็นสายเมนหลักของระบบต่างๆ ทั้งระบบ Network ในอาคาร, ระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง, ระบบโครงข่ายโทรศัพท์ แม้แต่การเชื่อมต่อกับข้ามประเทศหรือข้ามทวีปก็ใช้สาย Fiber Optic  จุดเด่นของสาย Fiber Optic มีอะไรบ้างเรามาดูกัน1.สามารถติดตั้งใช้งานระบบได้ในระยะทางที่ไม่จำกัดโดยปกติแล้วสาย LAN จะสามารถใช้งานได้ไม่เกิน 100 เมตร หรือระบบกล้องวงจรปิดที่สาย Coaxial ปกติสามารถนำสัญญาณได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าระยะทางไกลเพิ่มขึ้นภาพที่ได้ก็จะเริ่มไม่ชัด มีเงาบ้างหรือสีจะซีดและเป็นสีขาว-ดำ แต่สำหรับสาย Fiber Optic ที่มีการลดทอนสัญญาณต่ำมาก สามารถใช้งานได้ระดับ 10-100 km ได้สบาย2.ไม่มีผลต่อสัญญาณรบกวนเพราะสายใยแก้วนำแสงนี้ ตัวสายสัญญาณทำจากแก้วซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้า และมีการส่งสัญญาณเป็นแสง ซึ่งสัญญาณไฟฟ้าจะไม่สามารถรบกวนสัญญาณแสงได้ ทำให้สามารถติดตั้งสาย Fiber Opticใกล้กับสายไฟฟ้าแรงสูง หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ได้3.สามารถลดพื้นที่ในการติดตั้งสายสัญญาณได้ถ้าต้องการลดปริมาณสายสัญญาณที่เข้ามารวมกันที่ ตู้ Network สามารถใช้สาย Fiber Optic ได้ เพราะสาย Fiber Optic 1 เส้น ขนาดประมาณนิ้วก้อยสามารถใช้แทนสายกล้องวงจรปิดถึงประมาณ 200 เส้น4.สายใยแก้วนำแสง นิยมใช้เป็นสาย Backbone หลักสามารถนำระบบต่างๆเข้ามาวิ่งในสาย Fiber Optic ได้ เช่น คอมพิวเตอร์, กล้องวงจรปิด, โทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ตคราวนี้เรามาเจาะลึกถึงส่วนประกอบสำคัญที่สุดอย่างใยแก้ว ที่ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน คือ Core และ Cladding Core คือส่วนที่ทำจากแก้วที่มีค่าดัชนีการหักเหที่แตกต่างกัน ทำหน้าที่เป็นช่องทางในการส่งสัญญาณแสง ส่วน Cladding จะทำหน้าที่ฉาบหุ้ม Core เพื่อให้แสงสะท้อนอยู่ภายใน Core ไม่หลุดออกไปข้างนอกแม้สายจะโค้งงอบ้างตามจุดติดตั้งโดยสาย ใยแก้วนำแสง แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ Singlemode และ Multimode1.Singlemodeเป็นสายที่มีขนาด Core คือ 9 ไมครอน และมีการส่งสัญญาณด้วยแสงประเภทเลเซอร์ ทำให้สามารถส่งสัญญาณได้ระยะไกล ขั้นต่ำที่ใช้งาน คือรุ่น 10 km และไกลได้ถึง 100 km สายชนิดนี้นิยมใช้งานกับทุกระบบ และยังเป็นสายสัญญาณที่ดีที่สุดที่มีในตอนนี้ เพราะสามารถรองรับความเร็วได้แบบไม่จำกัด แต่ข้อเสียคือต้องมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณ หรือ Media Converter ราคาที่สูง (สูงกว่าแบบ Multimode แต่ก็ไม่ได้สูงมากมายขนาดนั้นเช่น Multimode ราคา 1500 บาท Singlemode จะราคา 2500 บาทเป็นต้น)2.Multimodeเป็นสายสัญญาณที่มีขนาด Core คือ 50 หรือ 62.5 ไมครอน สาย Multimode จะส่งสัญญาณด้วย LED หรือคล้ายๆกับหลอดไฟ ซึ่งสามารถส่งสัญญาณได้ในระยะทางใกล้ๆ ส่วนราคาของตัวแปลงสัญญาณจะไม่แพงมาก นิยมใช้งานในห้อง Datacenter ที่มีการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ไม่ไกลมาก และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระดับ 10, 40, 100 Gbps จะมีราคาถูกกว่าแบบ Singlemode มาก   จะเห็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของสาย Fiber Optic หรือใยแก้วนำแสงนั้นจะมีขนาดที่เล็กมากเท่าเส้นผม และเปราะบางมาก ดังนั้นการจะรักษาสายนี้ให้คงทนถาวรใช้งานได้มากกว่า 30 ปีจึงต้องมีการออกแบบให้มีโครงสร้างและการป้องกันเส้นใยเล็กๆด้านในนี้ด้วย สาย Fiber Optic จะมีชั้นที่เรียกว่า Loose Tube จะเป็นท่อพลาสติกที่จะบรรจุเจลกันน้ำไว้ด้านใน นอกจากนั้นยังเป็นเส้นใยพิเศษที่เรียกว่า Strength Member เป็นเส้นใยที่มีความเหนียวเป็นพิเศษใช้ดึงสายติดตั้งไปในท่อ และยังมีชั้นที่เรียกว่า Water Blocking Tape เป็นแผ่นพิเศษที่เอาไว้ป้องกันน้ำ และป้องกันความชื้น สะดวกในการติดตั้งเช่นOutdoor/Indoor เป็นสายพิเศษที่ออกแบบตัวเปลือกภายนอกหรือ Jacket เป็น PE with LSZH (Low Smoke Zero Halogen) มีที่จะทนแดด ทนฝน ทนต่อทุกๆสภาพแวดล้อมและไม่ลามไฟ ทำให้สามารถติดตั้งเข้ามาในอาคารได้อย่างปลอดภัยOutdoor Armored เป็นสายที่เพิ่มชั้น Corrugated Armored Steel เป็นเหมือนเหล็กลูกฟูกป้องกันแรงกระทบกระแทกต่างๆ สายชนิดนี้สามารถป้องกันสัตว์กัดแทะได้ และสามารถฝังดินโดยตรงได้Outdoor Dropwire หรือ Outdoor Fig 8 เป็นสายที่เพิ่มโครงสร้างของลวดสลิงไว้กับสายสัญญาณเพื่อความสะดวกในการติดตั้งกับเสาไฟฟ้า โดยสลิงนี้จะทำหน้าที่รองรับน้ำหนักสายทั้งหมดเพื่อแขวนกับเสาไฟฟ้าสาย Fiber Optic เป็นที่นิยมใช้ติดตั้งตามอาคารสำนักงานต่างๆ แต่ถ้าจะใกล้ตัวผู้ใช้งานทั่วๆไปนั้นในปัจจุบันนี้ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างดีเลยกับสาย FTTH หรือ Fiber To The Home เป็นการเชื่อมโยงระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสาย Fiber Optic เข้าไปยังบ้านพักอาศัย นอกจากระบบอินเตอร์เน็ตที่เราใช้งานแล้ว สัญญาณที่ส่งมายังสามารถส่งระบบโทรศัพท์ หรือเคเบิลทีวีเข้ามาในเส้นใยนี้ด้วยเหมือนกัน และสายสัญญาณนี้ก็สามารถที่จะรองรับความเร็วได้แบบไม่จำกัด ติดตั้งไว้ครั้งเดียวอยากได้ความเร็วเท่าไหร่ก็ทำได้ ด้วยสายใยแก้วนำแสงเพียงแค่ 1 เส้นหรือ 1 core เท่านั้นโดยจะใช้เป็นสาย Singlemode แบบพิเศษในเกรดของ G.657A2 ที่สามารถโค้งงอได้มากกว่าสายปกติทั่วไป แต่สัญญาณลดทอนต่ำมาก เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้งานตามบ้านที่สายสัญญาณพวกนี้จะต้องถูกโค้งงอไปตามมุม (เพราะเวลาเราติดตั้งตามบ้าน โอกาสที่จะต้องโค้งงอตามมุมต่างๆก็มีสูง)โดยสาย Fiber Optic หรือใยแก้วนำแสงของ LINK ถือเป็นอีก 1 แบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจในเรื่องสายสัญญาณ และเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ติดตั้งไปมากกว่า 32 ล้านเมตร โดยสายใยแก้วนำแสง หรือ Fiber Optic ของ LINK มีให้เลือกใช้งานมากกว่า 15 รุ่น ครอบคลุมทุกความต้องการและรูปแบบการใช้งาน และยังมีบริการตัดขายตามความต้องการ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ได้ง่าย เพียงระบุว่าจะรับกี่เมตร .   ​

 ​5G คืออะไร และเกี่ยวข้องกับสายสัญญาณอย่างไร

สำหรับเทคโนโลยี 5G นั้นเป็นมากกว่าอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ไม่เพียงแค่เราจะดาวน์โหลดหรืออัปโหลดไว้ขึ้น แต่ยังก่อให้เกิดบริการใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Smart Car, eHealth, Connected House, Smart Grids หรืออื่น ๆ อีกสารพัด โดยจากการคาดการณ์ในปี 2025 จะมีความต้องการอินเตอร์เน็ตสูงกว่าปี 2010 ถังพันเท่า!เพื่อต้อนรับการเข้าสู่ยุค Internet of Things (IOTs) หรือ Connected World อย่างสมบูรณ์แบบ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเร็วสูงสุดของเทคโนโลยี 5G (ปัจจุบัน 4G ประมาณ 100 Mbps) ให้สามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 10 Gbps โดยอาจโอนถ่ายข้อมูลโดยเฉลี่ยที่ 100 Mbps ไปยังอุปกรณ์กว่าล้านชิ้นในเวลาเดียวกันภายใต้รัศมี 1 กิโลเมตรได้เลยทีเดียว และถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาดและมาตรฐาน 5G ได้ผ่านการยอมรับของสมาชิก ITU ทั้ง 193 ประเทศ เราอาจได้เห็นการทดสอบอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2018 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ Pyeongchang นั่นเองครับความเกี่ยวข้องของ 5G (อันที่จริงรวมถึง 3G/4G ก็ด้วย) ถึงแม้ว่ามันจะไร้สายแต่ในฐานะผู้ให้บริการ (Services Provider) ก็จำเป็นที่จะต้องมีสายอยู่ดี ดังตัวอย่างของภาพด้านบนที่ใช้ส่งข้อมูลระหว่างฐาน และคิดว่าหลายคนคงเคยเจอกันที่ว่าบางครั้งสัญญาณเต็ม แต่อินเตอร์เน็ตกลับช้าเหมือนเต่าดังนั้นก็จึงมาเกี่ยวเนื่องกับสายสัญญาณนั่นเอง โดยแบ่งออกเป็น LAN (UTP), Fiber Optic, CCTV (Coaxial) ตามลักษณะงานที่ใช้ (รวมถึงงบประมาณและอุปกรณ์ต่อพ่วง) และแน่นอนว่าคุณภาพของสายเองก็มีผลโดยตรงต่อคุณภาพการใช้งานสำหรับสาย CAT5e เส้นเล็กที่เรารู้จักกัน เปรียบเทียบกับ CAT8 ที่จะมาเป็นหนึ่งในมาตรฐานของอนาคต ซึ่งจะใช้แบรนด์วิดท์ 2,000 MHz โอนถ่ายข้อมูลได้ความเร็วสูงสุด 25GBaste-T/40GBaste-T (Class I/Class II) แต่มีระยะทางสูงสุดเพียง 30 เมตร แต่ถ้าหากคุณมองว่า CAT8 มันเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป ลองมาดูกับสาย CAT6 ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบันมากกว่า โดยมีจุดเด่นอยู่ตรงที่ Cross Filler และทำความเร็วได้สูงสุด 10 Gbps ที่ระยะทาง 55 เมตร หากใครต้องการวางระบบในบ้านหรือออฟฟิศแนะนำให้เริ่มต้นที่ตัวนี้เลยครับ ดีกว่าเริ่มต้นที่ CAT5e และไม่เพียงแต่สาย LAN สำหรับ Fiber Optic เองก็มาแรงไม่แพ้กันเนื่องจาก- เล็กและมีน้ำหนักเบา- เหมาะกับการใช้งานเป็น Back Bone สำหรับ Riser- บรรจุข้อมูลได้จำนวนมหาศาล- ไร้สัญญาณรบกวนส่วนข้อเสียก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการบำรุงรักษาที่ยาก (กรณีขาดหรือแตกหัก) รวมทั้งมีความแข็งแรงต่ำกว่า และไม่สามารถโค้งงอได้เหมือนกับสายที่เป็นทองแดงทั่วไป โดยหากต้องการใช้งานในอาคารที่ต้องการการโค้งงอของสายมาก ก็สามารถใช้สาย Fiber Optic ชนิดที่ใช้ในอาคารได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งเราก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าผู้ให้บริการ จะสามารถทำค่าบริการให้ถูกจนจูงใจ หรือขยายพื้นที่ให้บริการจนสามารถฆ่าอินเตอร์เน็ตแบบสายทองแดงได้หรือไม่? เนื่องจากในอนาคตความต้องการใช้ปริมาณข้อมูล ย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวไม่ต่างจาก 3G > 4G > 5G นั่นเอง  ​

...
...
บริษัทสากลอินเตอร์เทรด จำกัด

EN

TH

CALL CENTER

0 2911 2970-8

sakolgroup

กลุ่มบริษัทสากล / SAKOL GROUP

แผนผังเว็บไซต์

แคตตาล็อกสินค้า

ติดตามเรา

1296/97-99 ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี 
แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800

โทร 0-2911-2970-8 
แฟกซ์ 0-2911-2969,0-2587-4097

EN

TH

CALL CENTER

 

 

Panduit